ในวันที่ เชลซี ยังไม่ได้เป็นมหาอำนาจลูกหนังเหมือนปัจจุบัน ก่อนยุคเงินทุนมหาศาลจาก โรมัน อบราโมวิช มีชื่อของกองหน้าคนหนึ่งที่แฟนบอลไม่มีวันลืม — จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ ชายผู้แบกความหวังในการทำประตูของทีมไว้แทบทั้งหมด
การระเบิดฟอร์มของ โคล พาลเมอร์ ที่ยิง 4 ประตูในเกมถล่ม เอฟเวอร์ตัน 6-0 เมื่อปี 2024
อาจทำให้แฟนบอลยุคใหม่ตื่นตะลึง แต่สำหรับแฟนยุคต้น 2000s ภาพแบบนี้เคยเกิดขึ้นมาแล้ว — และคนที่ทำมันคือ ฮัสเซลเบงค์
ย้อนรอย เชลซี ยุคก่อนรวย: จากทีมเกือบล้มละลาย สู่ “สิงห์ไฮโซ”
ย้อนกลับไปหลายสิบปีก่อน เชลซี คือทีมที่ต้องดิ้นรนทั้งในและนอกสนาม
ปัญหาการเงินลากยาวตั้งแต่ยุค 70s–80s สนาม สแตมฟอร์ด
บริดจ์ ต้องลงทุนพัฒนา ขณะที่ผลงานในลีกก็ลุ่ม ๆ ดอน ๆ
จุดเปลี่ยนสำคัญเกิดขึ้นในปี 1982 เมื่อ เคน เบตส์ เข้ามาซื้อสโมสรด้วยราคาเพียง 1 ปอนด์
พร้อมแบกรับหนี้มหาศาล และเริ่มวางรากฐานธุรกิจรอบทีม
จากนั้น “สิงห์บลูส์”
เริ่มสร้างภาพลักษณ์ใหม่ด้วยการดึงแข้งระดับโลกอย่าง รุด กุลลิต, จานลูก้า วิอัลลี่ และ จานฟรังโก้ โซล่า เข้ามา
จนกลายเป็นทีมที่มีสีสันและเริ่มประสบความสำเร็จ
แต่เมื่อเข้าสู่ยุค 2000s ทีมยังขาด
“ศูนย์หน้าตัวจบสกอร์ของจริง” — และนั่นคือเหตุผลที่ ฮัสเซลเบงค์ ถูกดึงเข้ามา
จากเด็กเกเร สู่ดาวยิงระดับพรีเมียร์ลีก
เส้นทางของ จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ ไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ
เขาเติบโตในซูรินาม ก่อนย้ายไปเนเธอร์แลนด์
และเคยหลงทางในช่วงวัยรุ่นจนต้องตกไปเล่นนอกลีก
แต่เมื่อปรับทัศนคติ เขากลับมาเฉิดฉายอีกครั้งในยุโรป
และแจ้งเกิดเต็มตัวกับ ลีดส์ ยูไนเต็ด
ฤดูกาล 1998-99 เขาคว้าดาวซัลโวพรีเมียร์ลีกร่วมกับ
ไมเคิล โอเว่น และ ดไวท์ ยอร์ก ก่อนจะย้ายไป แอตเลติโก มาดริด และยิงกระจายแม้ทีมจะตกชั้น
ฟอร์มระดับนั้นทำให้ เชลซี ทุ่ม 15 ล้านปอนด์คว้าตัวเขา — สถิติแพงสุดของสโมสรในเวลานั้น
เครื่องจักรถล่มประตูแห่งสแตมฟอร์ด
บริดจ์
ฮัสเซลเบงค์ กลายเป็นคำตอบที่ เชลซี ตามหามานาน
- ฤดูกาลแรก ยิง 23
ประตู คว้าดาวซัลโวพรีเมียร์ลีก
- ยิงประตูเป็นกอบเป็นกำทุกปีที่อยู่กับทีม
- จบช่วงเวลา 4
ปี ด้วย 87 ประตูจาก 177 นัด
เขาคือกองหน้าที่ “ยิงได้ทุกแบบ” ไม่ว่าจะไกล ใกล้ ฟรีคิก
หรือจังหวะเฉียบคมในกรอบ
การประสานงานกับ จานฟรังโก้ โซล่า และ ไอเดอร์ กุ๊ดยอห์นเซ่น คือหนึ่งในคู่หูเกมรุกที่ลงตัวที่สุดในยุคนั้น
ภายใต้การคุมทีมของ เคลาดิโอ รานิเอรี่ ทีมเริ่มขยับเข้าใกล้ความสำเร็จ
และวางรากฐานสู่ยุคทองในอนาคต
จุดเปลี่ยนสู่ยุคใหม่ และการจากไปของ “เดอะ แบก”
ปี 2003 คือจุดเปลี่ยนครั้งใหญ่ เมื่อ โรมัน อบราโมวิช เข้ามาเทคโอเวอร์สโมสร
ไม่นานหลังจากนั้น โชเซ่ มูรินโญ่ เข้ามาคุมทีม
พร้อมแนวคิดสร้างทีมใหม่
แม้ มูรินโญ่ ต้องการให้ ฮัสเซลเบงค์ อยู่ต่อ
แต่สุดท้ายเจ้าตัวเลือกย้ายออก และเปิดทางให้ เชลซี ดึง ดิดิเยร์ ดร็อกบา เข้ามา
จากตรงนั้น “ยุคทอง” ของสิงห์บลูส์ก็เริ่มต้นขึ้น
มรดกที่มากกว่าตัวเลข
แม้ชื่อของ จิมมี่ ฟลอยด์ ฮัสเซลเบงค์ อาจไม่ถูกพูดถึงเทียบเท่าตำนานยุคแชมป์มากมาย
แต่หากไม่มีเขาในช่วงเวลาที่ทีมยังไม่พร้อม — เชลซี อาจไม่มีวันนี้
เขาคือ “สะพาน” ระหว่างยุคตกต่ำ กับยุคมหาอำนาจ
เขาคือ “เดอะ แบก” ตัวจริงในวันที่ทีมยังไม่มีเงิน
และสำหรับแฟนบอลตัวจริง… ชื่อนี้ไม่มีวันจางหายไปจาก สแตมฟอร์ด บริดจ์ แน่นอน
เจาะวิกฤต เลสเตอร์ ซิตี้: ขาดทุนยับ 71 ล้านปอนด์ กับฝันร้ายเสี่ยงตกชั้นสู่ลีกวัน!









แสดงความคิดเห็น